นักเล่นกีตาร์หลายคนในประเทศไทยมักประสบปัญหาความยากลำบากในการเล่นเมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงสลับกับความร้อนชื้น ซึ่งส่งผลให้ไม้คอกีตาร์เกิดการยืดหดตัวจนทำให้สายกีตาร์สูงเกินไปจนกดแล้วเจ็บมือ หรือต่ำเกินไปจนเกิดเสียงตีฟริต (Fret Buzz) ที่น่ารำคาญใจ การแก้ปัญหานี้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุดคือการใช้เครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์เพื่อวัดความสูงของสายที่ตำแหน่งฟริตมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะฟริตที่ 12 สำหรับประเมินแอคชั่นโดยรวม และฟริตที่ 1 สำหรับตรวจสอบความสูงของนัท ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ค่าตัวเลขที่แม่นยำเพื่อนำไปใช้ในการปรับตั้งคอกีตาร์ด้วยตัวเองได้อย่างถูกจุด แทนการคาดเดาด้วยสายตาที่อาจทำให้เครื่องดนตรีเสียหายได้
ทำไมเราจึงต้องวัดแอคชั่นสายกีตาร์ และควรเลือกวัดที่ตำแหน่งใดบ้างเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด?
การวัดแอคชั่นหรือความสูงของสายกีตาร์มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะส่งผลโดยตรงต่อความง่ายในการเล่น (Playability) และคุณภาพเสียงของเครื่องดนตรี โดยตำแหน่งมาตรฐานที่ใช้ในการประเมินหลักคือฟริตที่ 12 ร่วมกับการตรวจสอบฟริตที่ 1 และฟริตอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์สภาพคอกีตาร์โดยรวมอย่างเป็นระบบก่อนเริ่มทำการปรับแต่งใดๆ
เมื่อแอคชั่นของสายกีตาร์สูงเกินไป แรงกดที่ต้องใช้ในการทาบคอร์ดหรือเล่นโน้ตเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้กล้ามเนื้อมือล้าได้ง่าย และอาจทำให้ระดับเสียงเพี้ยน (Sharp) เมื่อกดสายลงไปถึงฟิงเกอร์บอร์ด ในทางกลับกัน หากแอคชั่นต่ำเกินไป สายกีตาร์จะไม่มีพื้นที่เพียงพอในการสั่นสะเทือน ทำให้สายไปกระทบกับเฟรตโลหะจนเกิดเสียงบัซที่รบกวนโทนเสียงธรรมชาติ และลดทอนระยะเวลาการลากเสียง (Sustain) ของตัวโน้ตลงอย่างเห็นได้ชัด
ตำแหน่งฟริตที่ 12 คือจุดกึ่งกลางทางคณิตศาสตร์ของความยาวสายสเกลมาตรฐาน (Scale Length) ซึ่งเป็นจุดที่สะท้อนความโค้งของคอกีตาร์และความสูงของหย่องหลัง (Bridge Saddle) ได้ชัดเจนที่สุด การวัดค่าที่จุดนี้จึงเป็นมาตรฐานสากลที่ผู้ผลิตกีตาร์ใช้กำหนดค่าแนะนำในคู่มือประจำรุ่น
นอกเหนือจากฟริตที่ 12 แล้ว การวัดที่ฟริตที่ 1 ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นจุดที่ใช้ตรวจสอบความลึกของร่องนัท (Nut Slots) หากสายที่ฟริตที่ 1 สูงเกินไป จะทำให้การจับคอร์ดเปิด (Open Chords) บริเวณหัวกีตาร์ทำได้ยากและเจ็บนิ้ว ส่วนการวัดที่ฟริตที่ 7 หรือ 8 ในขณะที่กดสายที่ฟริตที่ 1 และฟริตสุดท้ายพร้อมกัน จะช่วยให้คุณประเมินระยะห่างเพื่อดูความโค้งโก่งของคอกีตาร์ (Neck Relief) ได้อย่างแม่นยำ
เราต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง และควรจัดตั้งท่าทางของกีตาร์อย่างไรก่อนที่จะเริ่มลงมือวัด?
ก่อนเริ่มทำการวัด คุณจำเป็นต้องเตรียมเครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์ที่มีสเกลละเอียดชัดเจน เครื่องตั้งสายที่มีความแม่นยำสูง และคาโป้ พร้อมทั้งจัดวางกีตาร์ให้อยู่ในท่าเล่นปกติ (Playing Position) เพื่อให้แรงดึงของสายสะท้อนสภาพการใช้งานจริง

อุปกรณ์หลักที่คุณต้องใช้คือ เครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์ (String Action Gauge) ซึ่งมักทำจากแผ่นสเตนเลสขนาดเล็กที่มีการพิมพ์สเกลวัดทั้งแบบมิลลิเมตร (Metric) และแบบเศษส่วนนิ้ว (Imperial) ที่มีความละเอียดสูง หลีกเลี่ยงการใช้ไม้บรรตักพลาสติกทั่วไปเนื่องจากขอบมักจะหนาและไม่มีสเกลที่เริ่มต้นจากขอบล่างสุดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ควรเตรียมเครื่องตั้งสาย (Tuner) ที่มีเสถียรภาพ และคาโป้ (Capo) สำหรับช่วยกดสายในขั้นตอนการเช็กความโค้งของคอ
การจัดตั้งท่าทางของกีตาร์ในขณะวัดเป็นปัจจัยที่หลายคนมองข้ามแต่ส่งผลต่อค่าที่ได้เป็นอย่างมาก คุณควรประคองกีตาร์ให้อยู่ในท่าเล่นปกติ คือตั้งตัวกีตาร์ขึ้นขนานกับลำตัว ไม่ควรวางกีตาร์นอนราบไปกับโต๊ะทำงานในขณะวัดค่า เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะดึงให้คอกีตาร์แอ่นไปทางด้านหลังเล็กน้อย ซึ่งทำให้ค่าความสูงของสายที่วัดได้ต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อนำไปเล่นในท่าตั้งปกติ
ก่อนจะลงมือทาบไม้บรรทัด คุณต้องทำการตั้งสายกีตาร์ให้ตรงตามระดับเสียงมาตรฐาน (Standard Tuning) หรือระดับเสียงที่คุณใช้งานเป็นประจำเสียก่อน เพราะแรงตึงของสายที่ตึงเต็มที่คือตัวกำหนดแรงดึงที่กระทำต่อคอกีตาร์ หากตั้งสายหย่อนหรือไม่ได้ตั้งสาย คอกีตาร์จะคืนตัวและทำให้ค่าวัดคลาดเคลื่อนไปจากสภาพการใช้งานจริงอย่างสิ้นเชิง
มีขั้นตอนและวิธีการใช้เครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์อย่างถูกต้องอย่างไรเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน?
ขั้นตอนการใช้เครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์ที่ถูกต้องคือการวางแผ่นไม้บรรทัดลงบนยอดฟริตโลหะโดยตรงในแนวตั้งฉาก จากนั้นจึงอ่านค่าสเกลที่ตรงกับขอบล่างของสายกีตาร์โดยไม่ให้ตัวไม้บรรทัดไปกดหรือดันสายให้ขยับ
เริ่มต้นด้วยการนำเครื่องมือวัดระดับสายกีตาร์ไปวางทาบลงบนยอดเฟรตโลหะของฟริตที่ 12 โดยตรง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผ่นวัดตั้งฉากกับฟิงเกอร์บอร์ดและขนานไปกับแนวเส้นเฟรต ไม่เอียงไปทางซ้ายหรือขวา และที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังไม่ให้ขอบของเครื่องมือไปดันหรือกดสายกีตาร์ให้ลอยขึ้นหรือยุบลงจากตำแหน่งธรรมชาติ
การอ่านค่าสเกลต้องทำในระดับสายตา (Eye Level) โดยมองตรงเข้าไปที่จุดตัดระหว่างขอบล่างของสายกีตาร์กับเส้นสเกลบนเครื่องมือ หลีกเลี่ยงการมองจากมุมสูงหรือมุมเฉียงข้าง เพราะจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากมุมมอง (Parallax Error) ซึ่งอาจทำให้คุณอ่านค่าผิดพลาดไปได้ถึง 0.5 มิลลิเมตร หากสเกลมีขนาดเล็กมาก การใช้ไฟฉายส่องสว่างร่วมกับการใช้กล้องโทรศัพท์มือถือซูมถ่ายภาพในระดับสายตาจะช่วยให้คุณอ่านค่าได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น
ในการวัดอย่างเป็นระบบ ให้เริ่มวัดจากสายที่ 6 (สายเบสหนาสุด) ก่อน แล้วจึงขยับไปวัดที่สายที่ 1 (สายเทรเบิลบางสุด) บันทึกค่าทั้งสองจุดนี้ไว้เนื่องจากเป็นค่าอ้างอิงหลัก จากนั้นให้ตรวจสอบสายที่เหลือ (สาย 2, 3, 4 และ 5) เพื่อดูว่าความสูงของสายไล่ระดับตามความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ด (Fretboard Radius) หรือไม่ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สายใดสายหนึ่งต่ำหรือสูงโดดเด่นขึ้นมาจนเสียสมดุลในการเล่น
เราจะแปลผลค่าความสูงของสายที่วัดได้เพื่อตัดสินใจปรับตั้งคอกีตาร์ด้วยตัวเองหรือส่งช่างมืออาชีพอย่างไร?
การแปลผลค่าที่วัดได้ต้องอ้างอิงกับคู่มือมาตรฐานของผู้ผลิตกีตาร์แต่ละรุ่นเป็นหลัก เพื่อวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากส่วนใดก่อนจะตัดสินใจปรับแต่ง หรือเลือกส่งต่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญหากพบสัญญาณเตือนที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างไม้
เมื่อคุณได้ตัวเลขความสูงของสายแล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่ระบุไว้ในคู่มือของผู้ผลิตกีตาร์ยี่ห้อนั้นๆ โดยทั่วไปแล้ว กีตาร์โปร่งสายเหล็กจะมีค่าแอคชั่นมาตรฐานที่ฟริตที่ 12 อยู่ที่ประมาณ 2.5 มิลลิเมตรสำหรับสาย 6 และ 2.0 มิลลิเมตรสำหรับสาย 1 ส่วนกีตาร์ไฟฟ้ามักจะมีแอคชั่นที่ต่ำกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 1.8 ถึง 2.0 มิลลิเมตรสำหรับสาย 6 และ 1.2 ถึง 1.5 มิลลิเมตรสำหรับสาย 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นและรัศมี ความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดแต่ละรุ่น
หากพบว่าค่าที่วัดได้สูงกว่ามาตรฐาน คุณต้องวิเคราะห์จุดกำเนิดของปัญหาก่อนการปรับแต่ง หากสายสูงเฉพาะช่วงกลางคอ (ฟริตที่ 5 ถึง 9) แสดงว่าคอกีตาร์มีความโก่งงอมากเกินไป (Upbow) ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการขันปรับแกนเหล็กในคอกีตาร์ (Truss Rod) แต่หากสายสูงเท่ากันตลอดทั้งแนวคอ ปัญหาอาจเกิดจากหย่องหลังหรือแซดเดิลที่สูงเกินไป ซึ่งต้องใช้วิธีการฝนแซดเดิลลงหรือปรับลดความสูงของสะพานสายแทน
อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญที่คุณควรหยุดปรับตั้งด้วยตัวเองและนำกีตาร์ไปพบช่างผู้เชี่ยวชาญทันที เช่น เมื่อคุณพยายามขันแกนเหล็กคอกีตาร์แล้วพบว่าน็อตมีความแน่นตึงมากจนไม่สามารถหมุนต่อได้ การฝืนขันต่ออาจทำให้แกนเหล็กหักหรือเกลียวหวาน ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรง หรือหากพบว่าไม้บริเวณสะพานสายเริ่มโก่งนูนขึ้นมา (Bridge Lifting) รวมถึงกรณีที่ปรับแอคชั่นได้ตามค่ามาตรฐานแล้วแต่ยังมีเสียงบัซเฉพาะบางฟริต ซึ่งมักเกิดจากปัญหาเฟรตไม่เท่ากัน (Uneven Frets) ที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการปาดและปรับระดับเฟรตใหม่ทั้งหมด
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่