สื่อ ดนตรี และหนังสือ คู่มือที่ใช้ได้จริง
เครื่องสาย

วิธีเลือก Fishman Pickup สำหรับไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบสสำหรับผู้เริ่มต้น

คู่มือเลือก Fishman pickup สำหรับไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบสสำหรับมือใหม่ เรียนรู้วิธีเลือกประเภทที่เหมาะสม ตรวจสอบความเข้ากันได้ และการติดตั้งอย่างปลอดภัยในสภาพอากาศร้อนชื้น

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การเลือกพิกอัพ (Pickup) สำหรับเครื่องสายอย่างไวโอลิน เชลโล หรือดับเบิลเบสในช่วงเริ่มต้น จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งในเรื่องของโทนเสียง ความสะดวกในการใช้งาน และความปลอดภัยของตัวเครื่องดนตรี สำหรับผู้เล่นระดับเริ่มต้น การเลือกพิกอัพแบรนด์ที่น่าเชื่อถืออย่าง Fishman ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากมีตัวเลือกที่หลากหลายและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เครื่องดนตรีแต่ละประเภทโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงโครงสร้างของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น รวมถึงลักษณะการนำไปใช้งานจริง เพื่อให้ได้ระบบขยายเสียงที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในประเทศไทยที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฤดูฝนที่ยาวนาน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ส่งผลโดยตรงต่อการขยายและหดตัวของไม้ที่ใช้ทำเครื่องสาย ซึ่งอาจทำให้ขนาดของหย่อง (Bridge) หรือช่องว่างต่าง ๆ บนตัวเครื่องดนตรีเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย การเลือกพิกอัพสำหรับผู้เริ่มต้นจึงต้องเน้นระบบที่ติดตั้งง่าย ไม่ทำลายเนื้อไม้ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนได้ดี การทำความเข้าใจระบบการทำงานพื้นฐานและเกณฑ์การเลือกซื้อที่ถูกต้อง จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องดนตรีราคาแพงของคุณ และช่วยให้การฝึกซ้อมหรือการแสดงในสถานที่ต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น

เข้าใจพื้นฐานระบบ Pickup สำหรับเครื่องสาย

ระบบพิกอัพสำหรับเครื่องสายตระกูลไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบส ส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า พิกอัพเปียโซอิเล็กทริก (Piezoelectric Pickup) ซึ่งทำงานโดยการตรวจจับแรงกดและการสั่นสะเทือนทางกายภาพจากหย่องหรือตัวเครื่องดนตรี แล้วแปลงแรงสั่นสะเทือนนั้นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งต่อไปยังเครื่องขยายเสียง ข้อดีของระบบเปียโซคือสามารถจับโทนเสียงที่เป็นธรรมชาติของไม้และสายเครื่องดนตรีได้ดี มีความไวต่อการตอบสนองสูง และทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าระบบไมโครโฟนทั่วไป

รูปแบบการติดตั้งพิกอัพในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นหลายลักษณะตามตำแหน่งการจัดวาง รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการติดตั้งบริเวณช่องปีกของหย่อง (Wing-slot) และการติดตั้งใต้หย่อง (Under-bridge) รวมถึงการติดตั้งบนผิวไม้ของตัวเครื่องดนตรีโดยใช้กาวหรือดินน้ำมันสูตรพิเศษที่ไม่ทำลายวานิช สำหรับผู้เริ่มต้น การเลือกรูปแบบการติดตั้งที่เหมาะสมจะส่งผลต่อทั้งคุณภาพเสียงและความยากง่ายในการดูแลรักษา โดยพิกอัพแบบเสียบเข้าช่องปีกหย่องมักได้รับความนิยมสูงเนื่องจากติดตั้งและถอดออกได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องปรับแต่งโครงสร้างของหย่องมากนัก

นอกจากนี้ ผู้เล่นยังต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบพาสซีฟ (Passive) และระบบแอคทีฟ (Active) พิกอัพส่วนใหญ่ของ Fishman สำหรับเครื่องสายมักเป็นระบบพาสซีฟ ซึ่งไม่มีวงจรขยายสัญญาณหรือแบตเตอรี่ในตัว สัญญาณที่ส่งออกมาจึงเป็นสัญญาณที่มีแรงต้านทานสูง (High Impedance) ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ปรับแต่งสัญญาณภายนอก เช่น ปรีแอมป์ (Preamp) เพื่อช่วยให้เสียงที่ส่งออกไปยังลำโพงมีความอิ่มแน่นและมีมิติ ไม่แห้งหรือแหลมจนเกินไป ส่วนระบบแอคทีฟจะมีวงจรขยายสัญญาณในตัว ทำให้ได้สัญญาณที่แรงและพร้อมใช้งานทันที แต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและการต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอรี่

เกณฑ์การเลือก Fishman Pickup สำหรับผู้เริ่มต้น

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเล่นและต้องการติดตั้งพิกอัพ เกณฑ์แรกที่ต้องพิจารณาคือความง่ายในการติดตั้งและการถอดออก เนื่องจากมือใหม่หลายคนอาจยังใช้เครื่องดนตรีสำหรับฝึกซ้อม หรืออาจมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีในอนาคต การเลือกพิกอัพที่ไม่ต้องทำการดัดแปลงเครื่องดนตรีอย่างถาวร เช่น พิกอัพแบบหนีบหรือแบบสวมเข้าช่องปีกหย่อง จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงที่ไม้จะแตกหักหรือเกิดรอยขีดข่วนจากการติดตั้งที่ผิดวิธี

พิกอัพไวโอลิน
ภาพประกอบสร้างโดย AI ใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น

เกณฑ์ถัดมาคือความจำเป็นในการใช้งานร่วมกับปรีแอมป์ภายนอกหรือดีไอพ็อกซ์ (DI Box) เนื่องจากพิกอัพแบบพาสซีฟต้องการการปรับแต่งค่าความต้านทานให้เหมาะสมกับเครื่องขยายเสียง หากคุณวางแผนที่จะนำเครื่องดนตรีไปต่อเข้ากับตู้แอมป์กีตาร์ทั่วไปหรือระบบเครื่องเสียงกลางแจ้ง (PA System) การมีปรีแอมป์ภายนอกที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมระดับเสียง ปรับแต่งย่านความถี่ต่ำ-สูง และลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การฝึกซ้อมและการแสดงมีคุณภาพเสียงที่น่าพึงพอใจยิ่งขึ้น

สุดท้ายคือการตรวจสอบความเข้ากันได้ของสายสัญญาณและขั้วต่อเอาต์พุต (Output Jack) พิกอัพสำหรับไวโอลินและเชลโลมักจะมาพร้อมกับตัวยึดขั้วต่อที่ติดตั้งเข้ากับขอบของตัวเครื่องดนตรี (ลักษณะคล้ายกับที่รองคางของไวโอลิน) ผู้เล่นต้องตรวจสอบว่าตัวยึดดังกล่าวสามารถปรับขนาดให้เข้ากับความหนาของขอบเครื่องดนตรีของตนเองได้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าขั้วต่อเป็นขนาดมาตรฐาน เช่น 1/4 นิ้ว (6.35 มม.) เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับสายแจ็คมาตรฐานและอุปกรณ์ขยายเสียงทั่วไปในตลาดได้อย่างไม่มีปัญหา

ข้อควรพิจารณาตามประเภทเครื่องสาย: ไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบส

เครื่องสายแต่ละประเภทมีขนาด โครงสร้าง และย่านความถี่เสียงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้การเลือกพิกอัพต้องมีความเฉพาะเจาะจงตามประเภทของเครื่องดนตรีนั้น ๆ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดเสียงได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อตัวเครื่อง

สำหรับไวโอลินและวิโอลา หย่องจะมีขนาดเล็กและบางมาก การเลือกพิกอัพจึงต้องให้ความสำคัญกับน้ำหนักของตัวอุปกรณ์ พิกอัพที่มีน้ำหนักมากเกินไปอาจไปกดทับหย่องและทำให้เสียงอะคูสติกตามธรรมชาติของไวโอลินดรอปลงเมื่อไม่ได้เสียบแอมป์ พิกอัพที่เหมาะสมสำหรับไวโอลินมักจะเป็นเซนเซอร์ขนาดเล็กที่เสียบเข้าไปในช่องปีกหย่องได้อย่างพอดี ซึ่งช่วยให้การส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนจากสายไปยังตัวถังเครื่องดนตรีเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด

ในส่วนของเชลโล ซึ่งมีขนาดหย่องที่ใหญ่ขึ้นและมีช่วงความถี่เสียงที่ต่ำลง การจัดการกับแรงสั่นสะเทือนและการป้องกันปัญหาเสียงหอนหรือเสียงสะท้อนกลับ (Feedback) ถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากตัวถังของเชลโลมีความกว้างและสะท้อนเสียงได้ง่ายเมื่อเปิดเสียงดัง พิกอัพสำหรับเชลโลจึงต้องออกแบบมาให้จับแรงสั่นสะเทือนจากหย่องโดยตรงมากกว่าการจับเสียงจากตัวถัง เพื่อลดโอกาสการเกิดเสียงหอนในขณะเล่นร่วมกับวงดนตรีอื่น ๆ

สำหรับดับเบิลเบส ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีแรงสั่นสะเทือนสูงมากและมีสายขนาดใหญ่ พิกอัพที่ใช้จำเป็นต้องมีความทนทานต่อแรงกดดันทางกายภาพสูง รูปแบบที่นิยมมักจะเป็นพิกอัพขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบริเวณช่องปีกหย่อง หรือติดตั้งใต้ขาล้อปรับระดับหย่อง (หากหย่องมีระบบปรับความสูง) เพื่อให้สามารถจับย่านความถี่ต่ำที่ลึกและทรงพลังได้อย่างครบถ้วน โดยไม่เกิดอาการเสียงแตกพร่าเมื่อเล่นด้วยน้ำหนักมือที่แรง

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ ผู้เล่นห้ามคาดเดาขนาดของพิกอัพด้วยสายตาหรือสันนิษฐานจากชื่อรุ่นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหย่องของเครื่องสายแต่ละชิ้นมักจะได้รับการเหลาและปรับแต่งโดยช่างทำเครื่องดนตรี (Luthier) แบบเฉพาะบุคคล ทำให้ขนาดของช่องปีกหย่องหรือความหนาของหย่องในแต่ละเครื่องมีความแตกต่างกัน ผู้เล่นจึงต้องใช้เครื่องมือวัดขนาดที่แม่นยำ เช่น เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ เพื่อวัดขนาดช่องว่างของหย่องตนเอง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจำเพาะ (Specifications) ในคู่มือของผู้ผลิตอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขั้นตอนการตรวจสอบก่อนซื้อและแนวทางการติดตั้ง

ก่อนที่จะทำการชำระเงินซื้อพิกอัพทุกครั้ง ผู้เล่นควรทำการตรวจสอบข้อมูลจำเพาะและรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์อย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบฉลากสินค้าเพื่อยืนยันว่าเป็นรุ่นที่ตรงกับประเภทเครื่องดนตรีของคุณ และตรวจสอบอุปกรณ์ที่แถมมาในชุดว่าครบถ้วนหรือไม่ เช่น แผ่นรองปรับขนาด (Shims) ตัวยึดขั้วต่อ หรือคู่มือการใช้งาน การซื้อจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและได้สินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานผู้ผลิต

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง หากพิกอัพที่คุณเลือกเป็นแบบที่ต้องมีการปรับแต่งหย่อง เช่น การตะไบช่องปีกหย่องให้กว้างขึ้น หรือการปรับแต่งผิวสัมผัสของหย่อง ขอแนะนำอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงการดำเนินการด้วยตัวเองหากไม่มีทักษะและเครื่องมือที่เหมาะสม การนำเครื่องดนตรีและพิกอัพไปพบช่างทำเครื่องดนตรีผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการติดตั้ง จะช่วยรักษาคุณภาพเสียงดั้งเดิมของเครื่องดนตรี และป้องกันไม่ให้หย่องเกิดการบิดเบี้ยวหรือแตกหัก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างโดยรวมของเครื่องดนตรี

ในกรณีที่คุณเลือกติดตั้งพิกอัพแบบสวมด้วยตัวเอง หากพบว่าพิกอัพมีความแน่นจนเกินไปและไม่สามารถสวมเข้าไปในช่องว่างของหย่องได้โดยง่าย ให้หยุดดำเนินการทันที ห้ามใช้แรงกดหรือพยายามตอกพิกอัพเข้าไปเด็ดขาด เพราะแรงกดที่มากเกินไปอาจทำให้เซนเซอร์เปียโซภายในพิกอัพแตกหักเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ หรืออาจทำให้หย่องเครื่องดนตรีของคุณร้าวได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรนำเครื่องดนตรีไปปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการปรับแต่งช่องว่างอย่างปลอดภัยและถูกวิธี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มือใหม่สามารถติดตั้ง Pickup แบบ Under-bridge ด้วยตัวเองได้หรือไม่?

ไม่แนะนำให้มือใหม่ทำการติดตั้งพิกอัพแบบใต้หย่อง (Under-bridge) ด้วยตัวเอง เนื่องจากกระบวนการติดตั้งรูปแบบนี้จำเป็นต้องมีการถอดหย่องออกจากตัวเครื่องดนตรี ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เสาค้ำเสียง (Soundpost) ที่อยู่ภายในตัวเครื่องดนตรีล้มลง หากเสาค้ำเสียงล้ม การตั้งกลับคืนตำแหน่งเดิมจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและทักษะความชำนาญของช่างทำเครื่องดนตรีเท่านั้น นอกจากนี้ การติดตั้งใต้หย่องยังส่งผลต่อความสูงของสายและการทรงตัวของหย่อง ซึ่งหากทำผิดพลาดอาจทำให้โทนเสียงของเครื่องดนตรีเพี้ยนไปอย่างสิ้นเชิง หรืออาจทำให้หน้าไม้ของเครื่องดนตรีได้รับความเสียหายจากแรงกดของสายที่ไม่สมดุล

จำเป็นต้องใช้ DI Box ร่วมกับ Pickup ของเครื่องสายเสมอหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องใช้เสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ขยายเสียงที่คุณนำไปเชื่อมต่อ หากคุณต่อพิกอัพเข้ากับเครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมีช่องสัญญาณเข้าที่มีค่าความต้านทานสูง (High-Impedance Input) รองรับอยู่แล้ว คุณก็สามารถใช้งานได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านดีไอพ็อกซ์ (DI Box) อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการเชื่อมต่อเครื่องดนตรีเข้ากับระบบเสียงกลางแจ้ง (PA System) มิกเซอร์ หรืออินเทอร์เฟซสำหรับบันทึกเสียงทั่วไป การใช้งานดีไอพ็อกซ์หรือปรีแอมป์ภายนอกถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยแปลงสัญญาณให้มีความสมดุล (Balanced Signal) ลดเสียงรบกวนจากสายสัญญาณที่ยาว และช่วยปรับแต่งโทนเสียงให้มีความเป็นธรรมชาติและอุ่นหนามากยิ่งขึ้น

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์