สื่อ ดนตรี และหนังสือ คู่มือที่ใช้ได้จริง
หนังสือเรียนภาษา

Grammar in Use มีกี่ระดับ? วิธีเลือกเล่มที่ใช่ตามพื้นฐานภาษาอังกฤษของคุณ

คู่มือเลือกซื้อหนังสือ Grammar in Use ให้เหมาะกับพื้นฐานภาษาอังกฤษของคุณ เจาะลึกความแตกต่างของแต่ละระดับ วิธีประเมินตนเอง และข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

หนังสือชุด Grammar in Use โดย Raymond Murphy และคณะ เป็นหนึ่งในตำราเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับจากผู้เรียนทั่วโลก ด้วยรูปแบบการจัดวางเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ฝั่งซ้ายเป็นคำอธิบายพร้อมประโยคตัวอย่าง ส่วนฝั่งขวาเป็นแบบฝึกหัดเพื่อทดสอบความเข้าใจทันที อย่างไรก็ตาม หนังสือชุดนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความรู้พื้นฐานของผู้เรียน การเลือกเล่มที่ไม่ตรงกับระดับความสามารถจริงอาจทำให้การเรียนรู้ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น รู้สึกยากเกินไปจนท้อแท้ หรือรู้สึกง่ายเกินไปจนไม่ได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างของซีรีส์นี้และการประเมินตนเองอย่างถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

ทำความเข้าใจโครงสร้างและระดับของซีรีส์ Grammar in Use

ซีรีส์ Grammar in Use ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในทุกระดับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ ระดับเริ่มต้น (Basic หรือ Essential) ระดับกลาง (Intermediate) และระดับสูง (Advanced) การแบ่งระดับเช่นนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาเฉพาะหัวข้อไวยากรณ์ที่จำเป็นและเหมาะสมกับขั้นตอนการเรียนรู้ของตนเองโดยไม่ต้องเผชิญกับเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น

วิธีที่ง่ายที่สุดในการสังเกตความแตกต่างระหว่างแต่ละระดับคือการดูที่ชื่อหนังสือและสีของหน้าปก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฉบับภาษาอังกฤษแบบบริติช (British English) จะใช้สีแดงสำหรับระดับเริ่มต้น สีน้ำเงินสำหรับระดับกลาง และสีเขียวสำหรับระดับสูง ในขณะที่ฉบับภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) อาจมีการใช้โทนสีที่แตกต่างออกไป เช่น สีเทาหรือสีม่วง นอกจากนี้ ชื่อเรื่องบนปกจะระบุระดับไว้อย่างชัดเจน เช่น “Essential”, “English” (ซึ่งหมายถึงระดับกลางสำหรับฉบับบริติช) หรือ “Advanced”

เนื่องจากหนังสือชุดนี้มีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนควรตรวจสอบข้อมูลฉบับพิมพ์ล่าสุด (Edition) จากสำนักพิมพ์ Cambridge University Press เสมอ การเลือกฉบับพิมพ์ล่าสุดไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้รับเนื้อหาไวยากรณ์ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับการใช้งานจริงในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมักจะมาพร้อมกับตัวเลือกสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) หรือไฟล์เสียงประกอบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝนทักษะการฟังและการออกเสียงควบคู่กันไปด้วย

วิธีประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษของคุณก่อนเลือกซื้อ

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การประเมินระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษในปัจจุบันของตนเองอย่างเป็นกลางเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ขั้นตอนแรกคือการสังเกตจุดติดขัดในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน หากคุณพบว่าตนเองยังสับสนกับการสร้างประโยคบอกเล่าพื้นฐาน หรือไม่แน่ใจในการใช้คำกริยาช่วยง่ายๆ เช่น do, does, did นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณควรเริ่มต้นจากระดับพื้นฐาน แต่หากคุณสามารถสื่อสารทั่วไปได้ดี ทว่ายังติดขัดเมื่อต้องเขียนอีเมลที่เป็นทางการหรือการใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน ระดับกลางหรือระดับสูงอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

หนังสือเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
ภาพประกอบสร้างโดย AI ใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น

อีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงคือการใช้แบบทดสอบวัดระดับ (Placement Test) หรือแบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic Test) ซึ่งมักจะมีให้ทำฟรีบนเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์หรือในส่วนท้ายของหนังสือตัวอย่าง แบบทดสอบเหล่านี้จะช่วยระบุได้อย่างแม่นยำว่าคุณมีจุดอ่อนในหัวข้อไวยากรณ์ใดบ้าง และควรเลือกหนังสือเล่มไหนเพื่อปิดช่องว่างความรู้นั้น การสละเวลาทำแบบทดสอบเพียงไม่กี่นาทีจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือผิดเล่มได้อย่างมาก

นอกจากนี้ การพิจารณาเป้าหมายการใช้งานจริงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากเป้าหมายของคุณคือการเตรียมตัวสอบวัดระดับระดับสากล เช่น IELTS, TOEFL หรือการใช้งานในระดับวิชาการและการทำงานในองค์กรข้ามชาติ การมุ่งเป้าไปที่หนังสือระดับกลางถึงระดับสูงจะช่วยให้คุณได้รับความรู้ที่ตรงประเด็นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงที่ต้องการความแม่นยำสูงได้อย่างรวดเร็ว

จับคู่ระดับความสามารถกับหนังสือ Grammar in Use แต่ละเล่ม

เมื่อคุณเข้าใจระดับพื้นฐานและเป้าหมายของตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจับคู่ผลการประเมินนั้นกับหนังสือ Grammar in Use เล่มที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีระบบและตรงจุด

ผู้เริ่มต้นและระดับพื้นฐาน

สำหรับผู้เรียนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษใหม่ หรือผู้ที่เคยเรียนมาแล้วแต่ต้องการปัดฝุ่นปูพื้นฐานไวยากรณ์ใหม่อย่างเป็นระบบ หนังสือที่เหมาะสมที่สุดคือระดับพื้นฐาน ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความเข้าใจในโครงสร้างประโยคที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ Present Simple, Past Simple, คำสรรพนาม และคำบุพบทพื้นฐาน

สิ่งที่ต้องตรวจสอบบนปกหนังสือเพื่อให้ได้เล่มที่ถูกต้องคือคำว่า “Essential Grammar in Use” สำหรับฉบับภาษาอังกฤษแบบบริติช (ปกสีแดง) หรือ “Basic Grammar in Use” สำหรับฉบับภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (ปกสีเทาหรือส้ม) การเลือกเล่มนี้จะช่วยให้คุณค่อยๆ สร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษโดยไม่รู้สึกกดดันจากเนื้อหาที่ยากเกินไป

ผู้เรียนระดับกลาง

ผู้เรียนที่อยู่ในระดับนี้มักจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้แล้ว แต่อาจจะยังพบปัญหาเรื่องความแม่นยำในการใช้ไวยากรณ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ความสับสนระหว่าง Present Perfect กับ Past Simple หรือการใช้ประโยคเงื่อนไข (Conditionals) และประโยค Passive Voice หนังสือระดับกลางจะเข้ามาช่วยจัดระเบียบความรู้เหล่านี้ให้เป็นระบบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ

ในการเลือกซื้อ ให้ตรวจสอบชื่อเรื่องบนปกอย่างละเอียด โดยฉบับภาษาอังกฤษแบบบริติชจะใช้ชื่อว่า “English Grammar in Use” (ปกสีน้ำเงิน) ส่วนฉบับภาษาอังกฤษแบบอเมริกันจะใช้ชื่อว่า “Grammar in Use Intermediate” (ปกสีม่วงหรือน้ำเงิน) การตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับเนื้อหาที่ตรงกับระดับความสามารถปัจจุบันและช่วยยกระดับทักษะการสื่อสารให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ผู้เรียนระดับสูง

สำหรับผู้เรียนที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ต้องการความแม่นยำสูงสุดในการเขียนเชิงวิชาการ การทำงานในระดับบริหาร หรือการเตรียมตัวสอบแข่งขันระดับสูง หนังสือระดับนี้จะเน้นไปที่โครงสร้างไวยากรณ์ที่ซับซ้อน การเลือกใช้คำเชื่อมที่สละสลวย และความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้ภาษาในบริบทที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

หนังสือที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้คือ “Advanced Grammar in Use” (ปกสีเขียว) ซึ่งเป็นฉบับภาษาอังกฤษแบบบริติช เนื่องจากในซีรีส์ฉบับอเมริกันมักจะไม่มีการแบ่งระดับขั้นสูงแยกออกมาโดยเฉพาะ ดังนั้นผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะขั้นสูงจึงมักจะเลือกใช้เล่มนี้ในการอ้างอิงและฝึกฝน โดยควรตรวจสอบรายละเอียดฉบับพิมพ์และข้อมูลจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ได้หนังสือฉบับล่าสุดที่มีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อ

นอกเหนือจากการเลือกระดับของหนังสือให้ตรงกับความสามารถแล้ว ยังมีรายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่ผู้เรียนไม่ควรมองข้าม ประการแรกคือความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบบริติช (British English) และภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) แม้ว่าไวยากรณ์ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างในเรื่องของตัวสะกด คำศัพท์ และการเลือกใช้โครงสร้างบางประเภท เช่น การใช้ “have got” ที่นิยมในฝั่งอังกฤษ หรือการใช้ “have” ในฝั่งอเมริกา การเลือกซีรีส์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการใช้งานหลักของคุณจะช่วยลดความสับสนได้

ประการต่อมาคือการเลือกรูปแบบเล่มระหว่างฉบับที่มีคำตอบท้ายเล่ม (with Answers) และฉบับไม่มีคำตอบ (without Answers) หากคุณวางแผนที่จะศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน การเลือกฉบับที่มีคำตอบท้ายเล่มเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถตรวจทานและประเมินความเข้าใจของตนเองได้ทันที ในขณะที่ฉบับไม่มีคำตอบมักจะเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องเรียนที่มีผู้สอนคอยให้คำแนะนำและตรวจแบบฝึกหัดให้

สุดท้ายนี้ ควรตรวจสอบแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือเพื่อหลีกเลี่ยงหนังสือปลอมหรือลอกเลียนแบบที่อาจมีคุณภาพการพิมพ์ต่ำและเนื้อหาไม่ครบถ้วน การเลือกซื้อจากร้านหนังสือชั้นนำหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับหนังสือของแท้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่าหนังสือเล่มนั้นมาพร้อมกับรหัสเข้าใช้งานสื่อเสริมออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหรือไม่ เนื่องจากในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีความชื้นสูง การมีช่องทางเข้าถึงเนื้อหาแบบดิจิทัลสำรองไว้จะช่วยให้คุณสามารถทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสียหายของตัวเล่มกระดาษในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สามารถข้ามไปเรียนระดับที่สูงกว่าได้หรือไม่หากรู้สึกว่าเนื้อหาปัจจุบันง่ายเกินไป

การข้ามระดับสามารถทำได้หากคุณมั่นใจในพื้นฐานของตนเอง แต่มีความเสี่ยงที่อาจจะมองข้ามรายละเอียดไวยากรณ์ย่อยๆ ที่สำคัญไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำในการใช้งานจริงในระยะยาว วิธีที่ดีที่สุดก่อนตัดสินใจข้ามระดับคือการทดลองทำแบบทดสอบวัดระดับท้ายเล่มหรือทดลองอ่านตัวอย่างบทเรียนของระดับปัจจุบันก่อน หากคุณสามารถทำแบบฝึกหัดได้อย่างถูกต้องเกือบทั้งหมดโดยไม่มีข้อสงสัย การข้ามไปยังระดับที่สูงขึ้นก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เสียเวลาเรียนรู้สิ่งที่คุณเข้าใจดีอยู่แล้ว

หนังสือฉบับที่มีคำตอบและไม่มีคำตอบแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ส่วนท้ายของเล่ม โดยฉบับ “with Answers” จะมีเฉลยแบบฝึกหัดอย่างละเอียดพร้อมคำอธิบายเพิ่มเติมในบางข้อ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเอง เพราะสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดและทำความเข้าใจได้ทันที ส่วนฉบับ “without Answers” จะไม่มีส่วนเฉลยนี้ เหมาะสำหรับครูผู้สอนที่ต้องการนำไปใช้เป็นแบบฝึกหัดในชั้นเรียนเพื่อประเมินผลนักเรียนอย่างเป็นกลาง ดังนั้น หากคุณเรียนด้วยตนเอง ควรเลือกฉบับที่มีคำตอบเสมอเพื่อประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์