การเลือกกีตาร์โปร่งตัวแรกเปรียบเสมือนการหาคู่หูร่วมเดินทางสายดนตรีที่ต้องเข้ามือและตอบโจทย์สรีระของคุณมากที่สุด มือใหม่หลายคนมักตัดสินใจเลือกจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือแบรนด์ยอดนิยมตามกระแส แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยที่กำหนดว่าคุณจะเล่นกีตาร์ตัวนั้นได้นานและมีความสุขหรือไม่ คือความสบายยามโอบกอดตัวเครื่อง ความกว้างของคอกีตาร์ที่พอดีกับนิ้วมือ และโทนเสียงที่สอดคล้องกับแนวเพลงที่อยากเล่น การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้เครื่องดนตรีที่ส่งเสริมการฝึกซ้อมและลดโอกาสในการล้มเลิกกลางคัน
การเริ่มต้นด้วยเครื่องดนตรีที่เหมาะสมจะช่วยลดอุปสรรคทางกายภาพ เช่น อาการเจ็บนิ้วที่มากเกินไป หรือความเมื่อยล้าจากการเอื้อมแขน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้เริ่มต้นหลายคนถอดใจไปเสียก่อน คู่มือนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ความต้องการของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การลงทุนครั้งแรกนี้คุ้มค่าและได้กีตาร์ที่พร้อมจะเติบโตไปกับทักษะของคุณอย่างแท้จริง
ทำความรู้จักทรงกีตาร์โปร่งให้เข้ากับสไตล์การเล่นและสรีระ
ทรงของกีตาร์โปร่งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นตัวกำหนดปริมาตรเสียง โทนเสียง และความสบายในการโอบจับ ทรงมาตรฐานที่พบได้บ่อยที่สุดคือ Dreadnought ซึ่งมีขนาดตัวที่ใหญ่และหนา ให้เสียงเบสที่ทุ้มลึกและมีพลัง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบการตีคอร์ดร้องเพลงและต้องการเสียงที่ดังชัดเจน ทว่าขนาดที่ใหญ่ของมันอาจทำให้ผู้เล่นที่มีสรีระเล็กหรือแขนสั้นรู้สึกเอื้อมลำบากและเกิดอาการเมื่อยล้าบริเวณหัวไหล่ได้ง่าย
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
หากคุณต้องการความคล่องตัวหรือชื่นชอบการเล่นแบบเกาสายหรือ Fingerstyle ทรง Concert หรือ Grand Auditorium จะเป็นตัวเลือกที่สมดุลกว่า ทรงเหล่านี้มีส่วนเว้าส่วนโค้งที่รับกับต้นขาได้ดีเมื่อนั่งเล่น และมีขนาดตัวที่ย่อมลงมาเล็กน้อย ทำให้โทนเสียงย่านกลางและแหลมมีความคมชัด โดดเด่น และตอบสนองต่อการใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ในการดีดได้อย่างรวดเร็ว สำหรับผู้เล่นที่มีสรีระกะทัดรัดหรือเด็ก ทรง Parlor ซึ่งเป็นทรงโบราณขนาดเล็กจะช่วยให้การโอบกอดและการวางแขนขวาเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด
นอกจากนี้ กีตาร์ขนาดเดินทางหรือ Travel Guitar ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเนื่องจากพกพาสะดวกและจัดเก็บง่ายในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงอย่างในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กีตาร์ขนาดเล็กเหล่านี้มักมีข้อจำกัดเรื่องความยาวสเกลที่สั้นลง ซึ่งส่งผลให้แรงตึงสายลดลงและโทนเสียงย่านต่ำไม่ลึกเท่ากีตาร์ขนาดเต็ม หากจุดประสงค์หลักของคุณคือการฝึกซ้อมอยู่กับบ้านเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานอย่างถูกต้อง การเลือกกีตาร์ขนาดเต็มที่เหมาะกับสรีระจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและความคุ้นชินกับระยะนิ้วได้ดีกว่าในระยะยาว
วิธีวัดและเลือกขนาดคอกีตาร์ให้เข้ากับขนาดมือ
ความกว้างของนัท (Nut Width) หรือจุดยึดสายบริเวณหัวกีตาร์ คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดระยะห่างระหว่างสายแต่ละเส้น กีตาร์โปร่งสายเหล็กทั่วไปมักมีความกว้างนัทอยู่ที่ประมาณ 43 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่ช่วยให้มือขนาดกลางถึงขนาดเล็กสามารถกำรอบคอและกดคอร์ดทาบได้ง่าย แต่หากคุณเป็นคนที่มีนิ้วมืออวบหรือยาว การเลือกคอกีตาร์ที่กว้างขึ้นเล็กน้อย เช่น 44 มิลลิเมตร จะช่วยลดโอกาสที่ปลายนิ้วจะไปเบียดหรือโดนสายข้างเคียงโดยไม่ได้ตั้งใจ

รูปทรงของคอกีตาร์ (Neck Profile) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยทั่วไปคอกีตาร์จะมีลักษณะโค้งมนคล้ายอักษร C หรือ U คอทรง Modern C จะมีความบางและแบนราบกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะช่วยให้หัวแม่มือสามารถประคองด้านหลังคอได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องออกแรงบีบมากเกินไป วิธีประเมินที่ดีที่สุดคือการทดลองใช้มือข้างที่ถนัดกำคอกีตาร์ในตำแหน่งคอร์ดเปิด เช่น คอร์ด C หรือคอร์ด G แล้วสังเกตว่านิ้วชี้และนิ้วนางสามารถเอื้อมถึงสายบนสุดได้โดยที่ข้อมือไม่หักงอจนผิดธรรมชาติ
สัญญาณเตือนทางกายภาพที่บ่งบอกว่าคอกีตาร์ไม่เหมาะกับคุณคือ อาการเกร็งหรือล้าบริเวณโคนนิ้วโป้งหลังจากทดลองจับคอร์ดเพียงไม่กี่นาที หากคอกีตาร์หนาเกินไป มือของคุณจะต้องกางออกมากกว่าปกติเพื่อส่งแรงกดไปยังปลายนิ้ว ในทางกลับกัน หากคอกีตาร์บางเกินไป นิ้วมือของคุณจะงอพับจนไม่มีช่องว่างให้ขยับ ส่งผลให้การเปลี่ยนคอร์ดทำได้ช้าและอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของเส้นเอ็นข้อมือได้หากฝืนฝึกซ้อมเป็นเวลานาน
การตั้งงบประมาณและจุดที่ต้องตรวจสอบคุณภาพก่อนตัดสินใจซื้อ
การตั้งงบประมาณสำหรับกีตาร์ตัวแรกควรคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นใช้งานด้วย หลักการจัดสรรงบประมาณที่ดีคือการแบ่งสัดส่วนประมาณ 80% สำหรับตัวกีตาร์ และอีก 20% สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ขาดไม่ได้ เช่น กระเป๋าใส่กีตาร์แบบบุฟองน้ำหนาเพื่อป้องกันการกระแทกและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เครื่องตั้งสายแบบหนีบหัวกีตาร์ (Tuner) คาโป้ (Capo) สำหรับเปลี่ยนคีย์เพลง และปิ๊กกีตาร์ความหนาขนาดต่างๆ เพื่อค้นหาความถนัดของตัวเอง
เมื่อกำหนดงบประมาณได้แล้ว ขั้นตอนการตรวจสอบสภาพภายนอกของกีตาร์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เริ่มจากการลูบไปตามขอบของฟิงเกอร์บอร์ดเพื่อเช็กว่ามีปลายเฟรตโลหะยื่นออกมาบาดมือหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้มักเกิดจากไม้หดตัวเนื่องจากความชื้นในอากาศลดลง จากนั้นให้ยกกีตาร์ขึ้นส่องจากด้านท้ายบอดี้เล็งตรงไปยังหัวกีตาร์เพื่อดูว่าแนวคอตรงขนานดีหรือไม่ คอกีตาร์ที่ดีต้องไม่โก่งงอเป็นแอ่งกระทะหรือบิดเบี้ยว และตรวจสอบบริเวณรอยต่อระหว่างคอกับบอดี้ว่าไม่มีรอยร้าวหรือคราบกาวที่เผยอออกมา
หากคุณเลือกซื้อกีตาร์โปร่งไฟฟ้า (Acoustic-Electric Guitar) เพื่อรองรับการเล่นออกลำโพงในอนาคต จำเป็นต้องขอให้ทางร้านเสียบสายแจ็คเข้ากับตู้แอมป์เพื่อทดสอบระบบภาคไฟฟ้า ลองหมุนปุ่มปรับระดับเสียงและโทนเสียงดูว่ามีการทำงานที่ราบรื่น ไม่มีเสียงซ่าหรือเสียงเปรี๊ยะรบกวนขณะหมุน นอกจากนี้ควรทดลองหมุนลูกบิดตั้งสายทุกตัวว่าสามารถหมุนได้อย่างนุ่มนวล ไม่ติดขัด และสามารถยึดสายได้แน่นหนาโดยไม่รูดหรือคลายตัวง่าย
ขั้นตอนการลองกีตาร์ด้วยตัวเองที่ร้าน
เมื่อเดินทางไปถึงร้านค้าดนตรี ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือการขอให้พนักงานช่วยตั้งสายกีตาร์ให้ตรงตามมาตรฐานก่อนเริ่มทดสอบ จากนั้นให้ทำการทดสอบความเพี้ยนของเสียง (Intonation) โดยการดีดสายเปล่าเปรียบเทียบกับเสียงเมื่อกดเฟรตที่ 12 ของสายเดียวกัน หากเสียงที่ได้มีความตรงกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด แสดงว่าหย่องหลังและนัทได้รับการเซ็ตอัปมาอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นคอร์ดในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปไม่เกิดเสียงเพี้ยน
ขั้นตอนต่อมาคือการทดสอบระยะห่างระหว่างสายกับเฟรต หรือที่เรียกว่าค่า Action โดยทั่วไปที่เฟรตที่ 12 ระยะห่างไม่ควรสูงเกินกว่า 2.5 มิลลิเมตรสำหรับสายเหล็ก หากสายอยู่สูงเกินไปจะทำให้ต้องใช้ออกแรงกดมากจนเจ็บนิ้วและท้อแท้ได้ง่าย แต่หากสายต่ำเกินไปก็จะทำให้เกิดเสียงสายสั่นกระทบเฟรตโลหะจนเกิดเสียงรบกวนที่เรียกว่า Fret Buzz ลองกดไล่ทีละเฟรตจากเฟรตแรกไปจนถึงเฟรตลึกๆ เพื่อฟังว่ามีเสียงบัซที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือไม่
หากคุณพบปัญหาเสียงบัซอย่างรุนแรง คอโก่งงอจนเห็นได้ชัด หรือสะพานสายด้านหลังเริ่มเผยอแยกออกจากหน้าไม้ ให้หลีกเลี่ยงการซื้อกีตาร์ตัวนั้นทันที แม้ว่าพนักงานจะบอกว่าสามารถปรับแต่งได้ในภายหลังก็ตาม ควรขอเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ที่อยู่ในกล่องเพื่อทำการตรวจสอบซ้ำตั้งแต่ต้น หรือหากไม่มีตัวเลือกอื่นและคุณชื่นชอบโทนเสียงของตัวนั้นจริงๆ ควรตกลงให้ทางช่างเทคนิคของร้านทำการปรับแต่งทัชชิ่งให้เสร็จสิ้นและตรวจสอบผลลัพธ์จนพอใจก่อนที่จะทำการชำระเงิน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มือใหม่ควรเริ่มจากกีตาร์โปร่งสายเหล็กหรือสายไนลอนก่อนดี?
การเลือกประเภทสายควรขึ้นอยู่กับแนวเพลงที่คุณต้องการเล่นเป็นหลัก กีตาร์สายไนลอน (กีตาร์คลาสสิก) จะมีความนิ่มและกดง่ายกว่า ทำให้เจ็บนิ้วน้อยกว่าในช่วงแรก เหมาะสำหรับเพลงคลาสสิก สแปนิช หรือฟลอคโลร์ แต่หากคุณต้องการเล่นเพลงป๊อป เพลงร็อค หรือการตีคอร์ดร้องเพลงทั่วไป กีตาร์สายเหล็กจะให้โทนเสียงที่ใส สว่าง และมีพลังมากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับอาการเจ็บนิ้วในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก แต่ร่างกายจะปรับตัวและสร้างปุ่มเนื้อขึ้นมาปกป้องนิ้วมือได้เองในที่สุด
จำเป็นต้องซื้อกีตาร์จากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเท่านั้นหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป แม้ว่าแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจะมีการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐานและมีมูลค่าการขายต่อที่ดีกว่า แต่ในปัจจุบันมีผู้ผลิตกีตาร์ระดับเริ่มต้นหลายรายที่ใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น การใช้ไม้หน้าแท้แผ่นเดียว (Solid Top) ในราคาที่จับต้องได้ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบคุณภาพการประกอบ ความเรียบร้อยของงานเฟรต และการรับประกันจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ กีตาร์แบรนด์รองที่ได้รับการเซ็ตอัปทัชชิ่งมาอย่างดีจะช่วยให้คุณฝึกซ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากีตาร์แบรนด์ดังที่ตั้งค่าสายมาสูงเกินไปจนเล่นยาก
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่