การตั้งสายกีตาร์ 7 สายให้ได้เสียงที่เที่ยงตรงและทรงพลัง เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจโครงสร้างของสายที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งช่วยขยายย่านเสียงต่ำให้ลึกขึ้นกว่ากีตาร์ทั่วไป การตั้งสายในคีย์มาตรฐาน Standard B และคีย์ยอดนิยมอย่าง Drop A จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่แม่นยำและการปรับแต่งแรงตึงสายอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาเสียงเพี้ยนหรือสายหย่อนขณะเล่นริฟฟ์หนักๆ ในสไตล์เพลงเมทัล
สำหรับผู้เล่นที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของกีตาร์ 6 สายแบบเดิม การปรับจูนสายที่ 7 ซึ่งเป็นสายต่ำสุดให้มีความเสถียร ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ซาวด์ดนตรีที่หนักแน่นและคมชัด บทความนี้จะพาคุณไปเรียนรู้วิธีการตั้งสายอย่างละเอียด ตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ ขั้นตอนการตั้งสายแบบมาตรฐาน ไปจนถึงการปรับจูนเข้าสู่คีย์ดรอปยอดนิยมสำหรับแนวเพลง Djent และเมทัลสมัยใหม่
เตรียมตัวก่อนตั้งสายกีตาร์ 7 สาย
ก่อนที่คุณจะเริ่มหมุนลูกบิดเพื่อตั้งสายกีตาร์ 7 สาย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการจัดเตรียมเครื่องมือตั้งสายหรือจูนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากสายที่ 7 มีความถี่เสียงที่ต่ำมาก จูนเนอร์ทั่วไปที่ไม่รองรับย่านความถี่ต่ำอาจจะจับสัญญาณเสียงได้ช้าหรือไม่แม่นยำ การเลือกใช้จูนเนอร์ที่ออกแบบมาสำหรับกีตาร์เบสหรือจูนเนอร์แบบโครมาติกคุณภาพดี จะช่วยให้คุณตั้งสายได้รวดเร็วและตรงโน้ตมากขึ้น
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
3 คะแนนบน Lazada
แบรนด์ CORT น่าเชื่อถือ, โทนเสียงเบสที่ทรงพลัง,
1 คะแนนบน Lazada
Thanks for great service and delivery. Some frets have tarnishing and strings have corroded slightly.
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
โครงสร้างโน้ตมาตรฐานของกีตาร์ 7 สายนั้นจะเรียงลำดับจากสายต่ำสุดไปยังสายสูงสุดดังนี้คือ B-E-A-D-G-B-E ซึ่งหากเปรียบเทียบกับกีตาร์ 6 สายทั่วไป คุณจะพบว่าสายที่ 1 ถึง 6 ยังคงมีระดับเสียงที่เหมือนเดิมทุกประการ โดยมีสายที่ 7 เพิ่มเข้ามาด้านบนสุดและตั้งไว้ที่โน้ต B ซึ่งต่ำกว่าสาย 6 อยู่ 5 ครึ่งเสียง การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณปรับตัวในการเล่นและไล่สเกลได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่มีความร้อนและความชื้นสูงสลับกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มักส่งผลต่อการยืดหดตัวของไม้คอกีตาร์และแรงตึงของสายกีตาร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจึงต้องตรวจสอบขนาดของสายกีตาร์ให้เหมาะสมกับความยาวสเกลของเครื่องดนตรี หากเลือกใช้สายที่เล็กเกินไปสำหรับแรงตึงต่ำ สายจะหย่อนและตีเฟรตได้ง่าย แต่หากใช้สายที่ใหญ่เกินไป แรงดึงที่มากเกินพอดีก็อาจทำให้คอกีตาร์โก่งงอจนเสียรูปทรงได้เช่นกัน
วิธีตั้งสายกีตาร์ 7 สายแบบมาตรฐาน (Standard B)
การเริ่มต้นตั้งสายกีตาร์ 7 สายแบบมาตรฐาน (Standard B) ควรทำอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อกระจายแรงตึงบนคอกีตาร์อย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้คุณเริ่มตั้งจากสายที่ 7 (B) ซึ่งเป็นสายที่หนาที่สุดก่อน จากนั้นจึงไล่เรียงไปยังสายที่ 6 (E), สายที่ 5 (A), สายที่ 4 (D), สายที่ 3 (G), สายที่ 2 (B) และสายที่ 1 (E) ตามลำดับ การไล่จากสายใหญ่ไปหาสายเล็กจะช่วยให้สะพานสายและคอกีตาร์ค่อยๆ ปรับรับน้ำหนักแรงดึงได้อย่างสมดุล

ในขณะที่หมุนลูกบิดเพื่อเพิ่มความตึงของสาย ควรดีดสายอย่างต่อเนื่องและหมุนลูกบิดอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สายขาดกระทันหัน โดยเฉพาะสายขนาดเล็กที่มีความบอบบางสูง การขึ้นสายอย่างใจเย็นยังช่วยป้องกันไม่ให้แกนเฟืองของลูกบิดกีตาร์ต้องรับแรงเค้นที่มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกบิดสึกหรอหรือชำรุดเสียหายก่อนเวลาอันควร
หลังจากที่จูนเนอร์แสดงผลว่าตรงโน้ตแล้ว คุณสามารถใช้เทคนิคการดีดเสียงฮาร์โมนิกเพื่อตรวจสอบความแม่นยำซ้ำอีกครั้ง โดยการแตะนิ้วเบาๆ เหนือเฟรตที่ 5 ของสายที่ 7 แล้วดีด จะได้เสียงฮาร์โมนิกที่ต้องมีระดับเสียงตรงกันกับเสียงฮาร์โมนิกที่เฟรต 7 ของสายที่ 6 วิธีการเปรียบเทียบเสียงจับคู่เช่นนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสายแต่ละเส้นมีความเที่ยงตรงสูงสุด แม้ในยามที่จูนเนอร์อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย
คีย์ยอดนิยมสำหรับดนตรีเมทัลและ Djent
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีแนวเมทัลและ Djent การตั้งสายแบบดรอปถือเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยสร้างโทนเสียงที่ดุดันและเอื้อต่อการเล่นริฟฟ์ที่รวดเร็ว คีย์ยอดนิยมอันดับหนึ่งคือ Drop A ซึ่งมีลำดับโน้ตคือ A-E-A-D-G-B-E วิธีการปรับจากคีย์มาตรฐาน Standard B ทำได้ง่ายๆ โดยการลดระดับเสียงของสายที่ 7 ลงมา 1 เสียงเต็ม จากโน้ต B ให้กลายเป็นโน้ต A ในขณะที่สายที่ 1 ถึง 6 ยังคงตั้งไว้ที่ระดับเสียงเดิม
นอกเหนือจาก Drop A แล้ว นักดนตรีบางกลุ่มยังนิยมลดระดับเสียงลงไปอีก เช่น คีย์ Drop G# หรือ Drop G เพื่อตอบสนองต่อแนวเพลงที่ต้องการความหนักหน่วงเป็นพิเศษ ทว่าการลดระดับเสียงลงต่ำกว่ามาตรฐานนี้ จำเป็นต้องพิจารณาขีดจำกัดของอุปกรณ์ร่วมด้วย เพราะหากความยาวสเกลของกีตาร์สั้นเกินไป การตั้งสายต่ำขนาดนั้นจะทำให้สายหย่อนคล้อยจนไม่สามารถควบคุมน้ำหนักการดีดได้ และส่งผลให้เสียงขาดความกระชับ
การใช้คีย์ดรอปไม่เพียงแต่เปลี่ยนระดับเสียงต่ำสุดเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโทนเสียงโดยรวมและเทคนิคการเล่นของคุณด้วย แรงตึงของสายที่ลดลงจะทำให้สายมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเล่นเทคนิคการสั่นสายและการดันสาย แต่ในขณะเดียวกัน คุณต้องระมัดระวังเรื่องน้ำหนักมือในการดีด เพราะการดีดที่แรงเกินไปบนสายที่หย่อนอาจทำให้ระดับเสียงแกว่งและเพี้ยนชั่วขณะได้ จึงต้องคอยตรวจสอบความตึงของสายที่เหลืออยู่เสมอเพื่อให้โทนเสียงยังคงมีความแน่นและชัดเจน
เทคนิคการตั้งสายให้เสียงแน่นและไม่เพี้ยน
ปัญหาหนึ่งที่ผู้เล่นกีตาร์ 7 สายมักพบเจอคือ เสียงเพี้ยนหลังจากตั้งสายเสร็จได้ไม่นาน โดยเฉพาะเมื่อเล่นริฟฟ์ที่ต้องใช้แรงกดหรือการดีดที่หนักหน่วง เทคนิคการแก้ปัญหาที่ได้ผลดีคือการตั้งสายแบบขึ้นให้เกินระดับเสียงเป้าหมายเล็กน้อย แล้วจึงค่อยๆ หมุนลูกบิดหย่อนสายลงมาเพื่อช่วยคลายความฝืดของสายที่อาจติดขัดอยู่บริเวณร่องนัท วิธีนี้จะช่วยให้แรงตึงของสายกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งเส้น ตั้งแต่หัวกีตาร์ไปจนถึงหย่องท้าย
การปรับแต่งอินโทเนชันเบื้องต้นเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้แน่ใจว่าโน้ตทุกตัวบนคอกีตาร์มีความตรงเฟรตและไม่ผิดเพี้ยนเมื่อคุณเล่นคอร์ดในตำแหน่งที่สูงขึ้น คุณสามารถตรวจสอบได้โดยการดีดสายเปล่าเปรียบเทียบกับเสียงเมื่อกดเฟรตที่ 12 ของสายเดียวกัน หากพบว่าเสียงที่เฟรต 12 สูงหรือต่ำกว่าสายเปล่า ให้ทำการปรับเลื่อนหย่องที่สะพานสายไปข้างหน้าหรือข้างหลังตามคำแนะนำในคู่มือของกีตาร์รุ่นนั้นๆ
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดสาย ความยาวสเกล และความตึงสาย ถือเป็นปัจจัยทางกายภาพที่กำหนดความเสถียรของเสียงกีตาร์โดยตรง คุณควรตรวจสอบข้อมูลจำเพาะจากผู้ผลิตกีตาร์เพื่อเลือกขนาดสายที่เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น กีตาร์ที่มีความยาวสเกลสั้นอาจต้องการสายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรักษาแรงตึงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อตั้งสายในคีย์ต่ำ ในขณะที่กีตาร์สเกลยาวจะสามารถใช้สายที่เล็กลงได้โดยที่ยังคงได้โทนเสียงที่แน่นและชัดเจน
การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาหลังตั้งสาย
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตั้งสายทั้งหมดแล้ว ให้คุณเริ่มต้นทดสอบด้วยการเล่นคอร์ดเปิดและริฟฟ์สไตล์เมทัลที่คุ้นเคย เพื่อฟังความเข้ากันของเสียงและความสมดุลของโทนเสียงระหว่างสายต่ำและสายสูง การเล่นคอร์ดที่ใช้สายหลายเส้นพร้อมกันจะช่วยให้หูของคุณจับสังเกตได้ทันทีหากมีสายใดสายหนึ่งที่มีระดับเสียงเพี้ยนไปจากกลุ่ม
ในระหว่างการทดสอบ ให้สังเกตว่ามีเสียงตีเฟรตหรือเสียงสะท้อนที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ หากพบว่ามีเสียงรบกวนในบางเฟรต อาจเกิดจากสายกีตาร์อยู่ชิดกับคอกีตาร์มากเกินไป คุณสามารถตรวจสอบระยะห่างเบื้องต้นระหว่างสายกับเฟรตเพื่อดูว่าจำเป็นต้องปรับความสูงของหย่องหรือปรับแต่งแกนเหล็กในคอกีตาร์หรือไม่ ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้ควรทำอย่างระมัดระวังและทีละน้อย
หากคุณพบปัญหาเสียงเพี้ยนอย่างรุนแรง คอกีตาร์โก่งงอผิดปกติ หรือไม่สามารถปรับแต่งอินโทเนชันให้ตรงได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้หยุดการปรับแต่งทันทีและนำกีตาร์ไปพบช่างตั้งกีตาร์ผู้เชี่ยวชาญ การฝืนปรับแต่งแกนคอหรือตะไบร่องนัทโดยขาดความชำนาญและเครื่องมือที่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายถาวรแก่เครื่องดนตรีราคาแพงของคุณได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้งสายกีตาร์ 7 สาย (FAQ)
กีตาร์ 6 สายสามารถตั้งสายแบบ 7 สายได้หรือไม่?
ในทางกายภาพแล้ว กีตาร์ 6 สายทั่วไปไม่สามารถตั้งสายให้เลียนแบบย่านเสียงของกีตาร์ 7 สายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากความยาวสเกลและร่องนัทไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสายเส้นใหญ่ที่มีขนาดหนาเป็นพิเศษ หากคุณพยายามใส่สายขนาดใหญ่เพื่อจูนเสียงต่ำ คอกีตาร์อาจต้องรับแรงดึงที่ผิดสัดส่วนและร่องนัทอาจแตกหักเสียหายได้
อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการเล่นในคีย์ต่ำ ทางเลือกหนึ่งคือการเลือกใช้สายกีตาร์ชุดพิเศษสำหรับกีตาร์ 6 สายที่ออกแบบมาเพื่อการตั้งสายคีย์ดรอปโดยเฉพาะ โดยต้องตรวจสอบข้อมูลจำเพาะและคำแนะนำบนฉลากของผู้ผลิตสายอย่างละเอียด เพื่อเลือกขนาดสายที่เหมาะสมกับความยาวสเกลของกีตาร์คุณ และอาจต้องนำกีตาร์ไปปรับแต่งร่องนัทเพิ่มเติมโดยช่างผู้ชำนาญการ
ควรใช้เครื่องตั้งสายแบบใดสำหรับสาย 7 ที่มีความถี่ต่ำ?
การเลือกเครื่องตั้งสายสำหรับกีตาร์ 7 สาย ควรเน้นรุ่นที่มีโหมดการทำงานรองรับย่านความถี่ต่ำ เช่น โหมดสำหรับกีตาร์เบส หรือโหมดโครมาติกที่มีความไวสูง จูนเนอร์แบบเสียบสายหรือแป้นเหยียบมักจะให้ความแม่นยำและความเสถียรในการจับสัญญาณเสียงต่ำได้ดีที่สุดเมื่อใช้งานในสตูดิโอหรือบนเวทีการแสดงสดที่มีเสียงรบกวนรอบข้าง
สำหรับจูนเนอร์แบบคลิปหนีบหัวกีตาร์ ก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายสำหรับการฝึกซ้อมส่วนตัว แต่คุณควรเลือกซื้อรุ่นที่มีเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้สามารถจับความถี่ของสายที่ 7 ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องดีดซ้ำหลายครั้ง ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและลดความตึงเครียดในการตั้งสายลงได้มาก
ทำไมสาย 7 ถึงเสียงเพี้ยนบ่อยกว่าสายอื่น?
สาเหตุหลักที่ทำให้สายที่ 7 มีแนวโน้มที่จะเสียงเพี้ยนได้ง่ายกว่าสายอื่นๆ เกิดจากขนาดความหนาของสายที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานสูงบริเวณร่องนัทและสะพานสาย เมื่อคุณดีดสายด้วยน้ำหนักที่แรงหรือทำการดันสาย สายกีตาร์อาจจะติดขัดและไม่คืนตัวกลับสู่ตำแหน่งเดิมอย่างสมดุล ส่งผลให้ระดับเสียงเพี้ยนไปจากเดิมเล็กน้อย
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คุณควรตรวจสอบสภาพของร่องนัทว่ามีความกว้างที่พอดีกับขนาดสายหรือไม่ และสามารถใช้วัสดุหล่อลื่นเบื้องต้น เช่น ผงแกรไฟต์จากดินสอ ทาลงในร่องนัทตามคำแนะนำทั่วไปของผู้ผลิตกีตาร์ เพื่อลดแรงเสียดทานและช่วยให้สายเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเสถียรของเสียงกีตาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่